วันพุธที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

ชัดๆ กับ MLM ที่มีค่าสมาชิกรายเดือน


ชัดๆ กับ MLM ที่มีค่าสมาชิกรายเดือน 
โดย ชาญวิทย์ จตุวีรพงษ์ เมื่อ 2009-06-08 10:49:45
ก่อนจะเขียนบทความเกี่ยวกับ MLM ต้องออกตัวก่อนว่า ผมไม่เคยทำธุรกิจ MLM แต่ผมเป็นคนวางระบบคอมพิวเตอร์ให้กับสกายไลน์ยูนิตี้ (กิฟฟารีน) เป็นคนเขียนโปรแกรมคำนวนค่าคอมมิชชันให้กับกิฟฟารีน แค่นี้คงพอบอกได้ว่า ผมเข้าใจระบบ MLM ดีนะครับ
การจะทำ MLM ให้ประสบความสำเร็จ คุณต้องเป็นผู้แนะนำ ไม่ใช่เอาแต่ขายอย่างเดียว ต้องหาสายงาน สร้างองค์กรของคุณ ในบทความนี้ผมจะพูดถึงความแตกต่างระหว่าง MLM ที่คุณมีรายได้จากรายจ่ายของสายงานที่คุณแนะนำมา กับ MLM ที่คุณมีรายได้จากรายได้ของสายงานที่คุณแนะนำมา มาดูเปรียบเทียบกันดูครับ
ผมไม่ได้มีอคติกับบริษัทใด ไม่ได้มีส่วนได้ส่วนเสียกับใคร ไม่ได้บอกว่าบริษัทเหล่านี้จะไม่จ่าย เขาจ่ายได้ ก็เอาเงินคุณและเงินของสายงานมาจ่ายให้คุณ และไม่ผิดกฎหมายด้วย อ่านจบแล้วคุณจะเลือกทำแบบไหน อย่างไร ก็ตามใจคุณครับ
MLM ที่คุณมีรายได้ จากรายได้ของสายงาน
ตัวอย่างเช่น แอมเวย์, กิฟฟารีน และอื่นๆ ที่ใช้แผนการตลาดแบบขั้นบันใดทั้งหลาย
  • คุณมีรายได้จากรายได้ของเขา มักจะเป็นแบบทางอ้อม เช่นใช้คำว่ายอดกลุ่ม ยอดทีมกลาง ซึ่งมันคือยอดขายของกลุ่ม ไม่ใช่รายจ่ายของแต่ละคน ใช้กฎการรักษายอด เพื่อให้เกิดยอดขาย ถ้ามันไม่สูงไป ก็ไม่ผิดอะไร ไม่ต้องซื้อไปถมที่ มีบ้างอย่าง reju ที่เป็น auto-ship มันตัดเงิน ส่งของให้คุณทุกเดือน
  • สินค้ามักมีคุณภาพสูงกว่าสินค้าทั่วไป
    มันมาพร้อมกับราคาที่สูงกว่า แม้จะบอกว่าการขายตรงเป็นการตัดคนกลาง ตัดโฆษณาออกไป แต่สินค้าก็ราคาสูงกว่า เพราะต้องจ่ายค่าคอมฯ มีบ้างที่เอาสินค้าในตลาดมาทำ อย่างยูนิลีเวอร์ แต่ราคาก็ไม่ได้ต่ำลงหรอกครับ ที่สำคัญคือต้องเป็นสินค้าที่ใช้แล้วหมดไป เกิดการซื้อซ้ำได้ หลังๆ นี่เห็นมีขายเครื่องใช้ไฟฟ้ากันเลย มันไม่ถูกนัก
  • ไม่มีคำว่ามาก่อนโอกาสดีกว่า
    จะได้มากได้น้อย ขึ้นกับว่าตัวคุณเอง เมื่อถึงจุดหนึ่งก็จะหลุดจากผู้แนะนำ แม้คุณจะไม่เห็น ไม่รู้สึก แต่มันต้องเป็นแบบนี้ เพราะคุณได้มากขึ้น ผู้แนะนำก็ต้องได้น้อยลง บริษัทจ่ายเท่าเดิม
MLM ที่คุณมีรายได้จาก รายจ่ายของสายงาน
ตัวอย่างเช่น พวกเวปให้บริการจ่ายค่าสาธารณูปโภครายเดือนทั้งหลาย, GDI (.ws), .tht, myworldplus, SFI ...
  • มีค่าสมาชิก ทั้งแรกเข้า และรายเดือน
    ส่วนใหญ่แล้วแรกเข้าจะสูงกว่า เพื่อเอาเงินส่วนหนึ่งให้กับบริษัทไป และแต่ละเดือนก็จะแบ่งส่วนให้กับผู้แนะนำ และบริษัท เงินที่คุณได้ก็ไม่ได้ต่างจากคุณขอเก็บเงินจากสายงานของคุณทุกๆ เดือน พอสายงานเอาเงินจ่ายบริษัท บริษัทก็เอาเงินมาจ่ายให้คุณ
  • สินค้าไม่มีคุณภาพ หรือไม่มีค่าจริง
    อย่างพวกส่วนลดค่าน้ำค่าไฟ 5% แต่คุณต้องจ่ายรายเดือนๆ ละ 300 บาท นั่นหมายความว่า ถ้าจะให้มีค่าคุณต้องมีค่าน้ำค่าไฟสูงกว่าเดือนละ 6,000 บาท ไม่งั้นส่วนลดที่ได้ก็ไม่มีค่า มันน้อยกว่าเงินที่คุณจ่ายไป ไอ้จะไปหาคนมาจ่ายค่าไฟกับคุณ ยากครับ หรืออย่าง myworldplus ที่สินค้าเป็นคูปองส่วนลด ซึ่งมันใช้ในเมืองไทยไม่ได้
  • มาก่อนโอกาสดีกว่า
    เพราะสายงานไม่มีทางสลัดหลุดจากคุณ ยังไงเสียทุกเดือนที่เขาจ่ายให้บริษัท คุณก็ได้ส่วนแบ่งจากตรงนั้น หรือบางบริษัทหากมีคนหนึงเลิกทำ คุณจะเสียสายงานใต้คนนั้นไปทั้งหมด

บทความนี้ไม่สงวนลิขสิทธิ์ครับ เผยแพร่ได้เพื่อจะได้ไม่ถูกหลอก ไม่เสียเพื่อน โดยใช้ URLhttp://www.thaiadpoint.com/tap8.1/html/article.php?id=95 จะง่ายที่สุด เพราะหากผมมีการปรับ/เพิ่มเติมอะไร ก็จะได้รับทราบทั่วกัน ไม่ตกหล่น
สุดท้าย หากมีคำถามหรือดูแล้วยังดูไม่ออก ก็ถามกันเข้ามาได้ที่ account@thaiadpoint.com นะครับหรือจะคุยกับผมสดๆ ก็ผ่าน MSN ที่ chanwit_ja@hotmail.com ผมเปิดทุกวันอังคาร ถึงวันเสาร์ เวลา 12.30-13.30 (เวลาประเทศไทย)
--------------------------------------------------------------------------------------------------------------

อิสรภาพทางการเงิน อิสรภาพทางเวลา ไม่ใช่งานขาย


อิสรภาพทางการเงิน อิสรภาพทางเวลา ไม่ใช่งานขาย 
โดย ชาญวิทย์ จตุวีรพงษ์ เมื่อ 2009-01-04 17:41:29
เขียนไว้เมื่อ 2007-02-18
เป็นวลียอดนิยม เวลามีคนมแนะนำ MLM ให้กับคุณ หรืออีกอันหนึ่งคือ ไม่ใช่งานขาย ไม่ต้องขายของ ซึ่งในความเป็นจริง 2 ประโยคแรกมันขึ้นกับตัวคุณเอง ส่วนอันสุดท้ายผมบอกได้เลยว่าไม่จริง มันต้องมีใครสักคนขายของบ้างละ ไม่ใช่คุณ ก็เป็นสายงานของคุณ ไม่ขายบริษัทก็ไม่มีเงินเอามาจ่ายค่าคอมฯ
ผมทำงานเป็นผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาระบบอยู่ที่กิฟฟารีน นานกว่า 3 ปี ไม่ได้เป็นสมาชิกนะครับ แต่เป็นคนวางระบบคอมพิวเตอร์ให้ พบเห็นสมาชิกระดับสูง หลายๆ คน อิสรภาพทางการเงิน อาจจะได้ เพราะลำพังรายได้ของเขาแต่ละเดือนก็น่าจะเหลือพอเหลือใช้ แต่อิสรภาพทางเวลานี่ ประเภทไม่ต้องทำงานแล้ว เอาเวลาไปอยู่กับครอบครัว เท่าที่ผมเห็น ไม่เห็นมีใครได้สักคน ผมเห็นแต่เอาครอบครัวมาอยู่กับงาน แต่ถ้าทั้งเขาและครอบครัว มีความสุขในการทำตรงนี้ มันก็ไม่ผิดอะไร ดีซะอีก
เริ่มจากคุณขยันมากเพื่อไปให้ถึงตำแหน่งสูงสุด พอถึงตำแหน่งสูงสุด บริษัทก็จะหาตำแหน่งที่สูงกว่า มีผลตอบแทนที่มากกว่ามาให้คุณก้าวต่อไปอีก คุณไม่ได้หยุดหรอกครับ
ผมเคยคุยกับคนหนึ่ง ตำแหน่งหน้าที่การงานสูงในองค์กรหนึ่ง แต่ก็ยังมาทำ MLM เขาบอกว่า เงินที่ได้จาก MLM มันทำให้เขาไม่ต้องไปกังวลกับเรื่องการเงิน ทำงานบริหารองค์กรใหญ่ๆ แบบนี้ได้เต็มที่ แรกๆ ก็ไม่ค่อยจะเข้าใจ ดูมันจะขัดกัน มันจะเต็มที่ได้ไง ในเมื่อต้องเอาเวลาไปทำ MLM ด้วย
อิสรภาพทางเวลาของแต่ละคน อาจจะไม่เหมือนกัน แต่ประเภทที่มาชวนว่า ทำแล้วอีกหน่อยสบาย ไม่ต้องทำงาน อันนี้เลิกครับ งานนะต้องทำ ยิ่งคนเคยทำงาน วันไหนไม่ได้ทำ คงจะหงุดหงิดน่าดู ผมมีเพื่อนทำแอมเวย์ มันก็ไม่ถึงกับที่เคยได้ยินประเภท เอาแอมเวย์คืนไป เอาเพื่อนของเราคืนมา มันยังคุยเรื่องอื่นๆ ได้ ถ้าคุยเรื่อง MLM ก็เป็นการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน ก็เหมือนกับ MLM คนอื่นๆ คือทำตรงนี้ เพื่ออนาคต แต่ในเรื่องเวลา เพื่อนคนนี้ให้แง่มุมที่ดีว่า การให้เวลากับครอบครัว แม้จะน้อยแต่ให้มันเป็นเวลาที่มีคุณภาพก็น่าจะใช้ได้ ผมว่าก็จริงครับ ผมอยู่กับครอบครัวทั้งวัน บางทีเวลาก็ไม่ค่อยจะมีคุณภาพ ประเภทเปิดทีวีให้ดู เปิดคอมพิวเตอร์ให้เล่นเกมส์ อย่างเจ้าตัวเล็กนี่ จับเมาส์เล่นเป็นตั้งแต่ยังไม่ 3 ขวบ
เรื่องไม่ต้องขายของ ถ้าคุณไม่ขาย ลูกทีม/สายงาน ของคุณก็ต้องขาย หรือประเภทไม่ขาย แต่ซื้อไปถมที่ ซื้อรักษายอด เพราะถ้าไม่มียอด บริษัทเขาก็ไม่จ่ายค่าคอมฯ ให้คุณ การจะทำ MLM ให้รุ่ง ต้องดูที่แผนการตลาดของบริษัท ตัวสินค้าเป็นเรื่องรอง (แม้ว่าทุกบริษัทจะบอกว่าสินค้าเป็นหลัก สินค้ามีคุณภาพ มันทำให้คุณขายของได้) เกือบทุกแผนการตลาด ไม่ว่าจะเป็นแบบขั้นบันได แบบไบนารี่ หรือแบบอะไรก็ตามที่พยายามตั้งชื่อกัน บริษัททราบแน่นอนอยู่แล้วว่า ในแต่ละเดือนต้องจ่ายค่าคอมฯ กี่เปอร์เซนต์จากยอดรายได้ มันเป็นคณิตศาสตร์ ดังนั้นสุดท้ายคนที่รวย คือบริษัท คุณได้มากขึ้น ไม่ได้แปลว่าเขาจ่ายมากขึ้น
-----------------------------------------------------------------------------------------
บทความจาก http://www.thaiadpoint.com/tap8.1/html/article.php?id=21
----------------------------------------------------------------------------------------- 

ธุรกิจเครือข่าย กับ แชร์ลูกโซ่


ธุรกิจเครือข่าย กับ แชร์ลูกโซ่ 
โดย ชาญวิทย์ จตุวีรพงษ์ เมื่อ 2009-03-02 11:24:14
ในช่วงที่เศรษฐกิจตกต่ำ ธุรกิจที่จะได้รับความสนใจ และมีแรงกระตุ้น นัยว่าจะเป็นแสงสว่างที่ปลายอุโมง คงไม่หนีไปจากธุรกิจเครือข่าย ไม่ว่าจะชั้นเดียว หลายชั้น สองขา สี่ขา หรืออะไรก็ตาม ด้วยเหตุผลหลักเลยคือ ลงทุนน้อย ได้ผลตอบแทนตามความทุ่มเท ที่ให้ลงไป
แต่ในความสว่าง ก็มีความมืด ถ้าคุณไม่รู้จักความมืด จะรู้ได้อย่างไรว่ามันสว่าง พวกมิฉาชีพที่แทรกตัวอยู่ในวงการเหล่านี้ ก็จะฉวยโอกาสนี้ ดันแชร์ลูกโซ่ เข้าไป บางคนตัวเองพลาดไปร่วมด้วยแล้ว ก็เลยเอาละหลอกคนอื่นต่อ คงมีคนพลาดเหมือนเรา แต่บางคนไม่รู้เลยว่าตัวเองพลาดไปร่วมวงแชร์ลูกโซ่ ก็เลยทุ่มเท หาสายงานยังกับถูกล้างสมองมาว่ามันดี
ขอให้มีสติไว้ คิดอยู่เสมอว่า
อะไรที่มันดีเกินกว่าจะเป็นจริงได้มันหลอกลวง - Too Good to be TRUE is SCAM
ธุรกิจเครือข่าย ผลตอบแทนของคุณต้องมาจาก ยอดในทีมงานของคุณ การหาสายงานคือการสร้างทีมให้ใหญ่ขึ้น ไม่ใช่มีรายได้หลักมาจากการหาสายงาน (ค่าหัวคิว) ยังไงเสียมันก็คืองานขาย ต้องมีใครสักคนที่ขายของ คุณไม่ขาย ทีมงานของคุณก็ต้องขาย มาดูเป็นข้อๆ ไปนะครับ
  1. ค่าสมัครสมาชิก - Membership Fee 
    ต้องไม่สูง มันควรจะเป็นเพียงค่าดำเนินการ เช่นสัก 100-200 บาท นี่ก็ถือว่าใช้ได้แล้ว
  2. โบนัสจากการหาสายงาน - Referral Fee 
    ข้อนี้ต้องดูหลายๆ อย่างประกอบ สำหรับบางบริษัทเขาใช้มันเป็นแผนการตลาด ที่จะสร้างเครือข่ายขนาดใหญ่ แต่บางบริษัทมันเหมือนค่าหัวคิว ตัวอย่างเช่น
    • ถ้าค่าสมัครสมาชิกในข้อ 1 คือ 100 บาท
    • ถ้าคุณแนะนำนาย ข. มาสมัคร คุณได้ไปเลย 50-60 บาท แบบนี้เรียกค่าหัวคิว
    • แต่ถ้าคุณแนะนำนาย ข. มาสมัคร คุณได้ 50-60 บาทเหมือนกัน แต่มีเงื่อนไขว่า คุณ+ทีมงานของคุณ ต้องมียอดขายรวมกัน 1500 บาท อย่างนี้ผมเรียกว่าแผนการตลาด
    • หรือถ้าคุณแนะนำนาย ข. มาสมัคร คุณได้ 10 บาท ผู้แนะนำของคุณได้อีก 10 บาท สูงขึ้นไปสัก 4-5 ชั้น อย่างนี้ผมก็ยังเรียกว่าแผนการตลาด แม้มันจะมีช่องโหว่ให้สร้างทีมแนวดิ่ง เพื่อกินค่าหัวคิวก็ตาม
  3. ค่าบริการรายเดือน - Monthly Fee 
    จะให้ดี มันไม่ควรจะมี เว้นแต่บริษัทเขาให้บริการบางอย่างกับสมาชิก ที่มันมีค่าใช้จ่ายสูงเกินกว่าบริษัทจะให้ใช้บริการฟรีได้ สรุปว่า คุณต้องไม่เสียเงินให้เปล่ากับบริษัททุกๆ เดือน ไม่งั้นมันก็จะกลายเป็นว่า ผลตอบแทนที่คุณได้ ก็คือเงินของคุณ และทีมงานของคุณ มองหน้าทีมงานไม่ติดเปล่าๆ เหมือนหลอกเขามาสมัคร แล้วมาขอเก็บเงินจากเขาทุกๆ เดือน
  4. มาก่อนมาหลัง ไม่สำคัญ - Everyone can SUCCEED 
    ต้องไม่มีสายแรก ต้องไม่มีคำว่ามาก่อนโอกาสดีกว่า ทุกคนโอกาสเท่ากัน ไม่งั้นคุณจะไปหาสายงานได้อย่างไร จะบอกเขาว่า คุณมีโอกาสดีกว่าเขาหรือ
  5. ใครทำใครได้ - Pay per Performance 
    ต้องไม่มีเสือนอนกิน ธุรกิจเครือข่ายใครทำคนนั้นต้องได้ผลตอบแทน ถ้าจะเป็นเสือนอนกิน ก็ไปซื้อหุ้นด้อยสิทธิ์ในบริษัท จะถูกต้องกว่า
ธุรกิจเครือข่ายทุกตัว เจ้าของบริษัทคำนวนไว้หมดแล้วว่า เขาต้องจ่ายเท่าไร กี่เปอร์เซนต์จากยอดรายได้ของเขา ไม่ว่ามันจะใช้แผนการตลาดแบบใด ลองอ่านบทความเรื่อง ทำธุรกิจ MLM แล้วใครรวย ได้ในกลุ่มบทความ MLM นะครับ
มีคำถาม มีความเห็นต่าง หรืออยากเพิ่มเติมอะไร ก็เขียนเข้ามาได้ทางหน้า ถาม-ตอบ นะครับ
เขียนโดย นายชาญวิทย์ จตุวีรพงษ์ (MR.GETPAID)
http://getpaid.thaiadpoint.com
บทความตอนนี้ ผมไม่สงวนลิขสิทธิ์นะครับ เผยแพร่ได้ แต่ห้ามดัดแปลงนะครับ หวังว่ามันจะช่วยให้มีคนไม่ถูกหลอกได้บ้าง สำหรับคนที่กำลังทำอยู่ ก็ลองพิจารณาดูนะครับว่าคุณทำธุรกิจเครือข่าย หรือกำลังทำแชร์ลูกโซ่
----------------------------------------------------------------------------------
บทความจาก http://www.thaiadpoint.com/tap8.1/html/article.php?id=49
----------------------------------------------------------------------------------

วันอังคารที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

รู้ได้อย่างไรว่าหลอกลวง - SCAM ?


รู้ได้อย่างไรว่าหลอกลวง - SCAM ? 
โดย ชาญวิทย์ จตุวีรพงษ์ เมื่อ 2009-06-02 10:30:46
SCAM มีมานานมาก ย้อนไปถึงศตวรรษที่ 18 เลยทีเดียว ในปี ค.ศ. 1820 ครั้งนั้นชาวสก๊อตนายหนึ่ง ชื่อ Gregor MacGregor หลอกขายที่ดินในประเทศที่ชื่อ Poyais ให้กับคนชั้นสูงในยุโรป ซึ่งมันไม่มีประเทศนี้ในโลก หรือถ้าจะเอาใกล้ตัวเข้ามาหน่อย ก็อย่างในภาพยนต์ Ocean Eleven ลองหาดูกันได้ครับ
ถ้าจะแปลไทยตรงๆ ก็คงเท่ากับคำว่า หลอกลวง หลอกให้เชื่อว่าจริง ไม่ว่าจะด้วยวิธีใดก็ตาม โดยมากก็ใช้ความโลภของคนนี่แหละครับ ก็เลยมีประโยคที่ว่า อะไรที่มันดีเกินกว่าจะเป็นจริงได้ มันหลอกลวง -- Too Good to be TRUE is SCAM. ผมคงไม่สามารถยกตัวอย่างได้หมด นะครับ ลองอ่านดูแล้วใช้สติคิด ก่อนจะตกเป็นเหยื่อของคนพวกนี้นะครับ ยาวหน่อย แต่อยากให้อ่านครับ
มีคำถาม สงสัยว่าตัวไหนหลอกลวงหรือไม่ ถ้าดูไม่ออกจริงๆ ก็อีเมล์มาถามได้ที่ account@thaiadpoint.com หรือจะเปิด MSN มาคุยกับผมก็เปิดไปที่ chanwit_ja@hotmail.com ผมเปิดทุกวันอังคาร ถึงวันเสาร์ 12.30-13.30 เวลาประเทศไทยครับ
บทความนี้ไม่สงวนลิขสิทธิ์ เผยแพร่ได้ แต่ห้ามดัดแปลงแก้ไข จะให้ง่ายที่สุดก็ส่งเป็น URL ให้คลิ๊กไปที่http://www.thaiadpoint.com/tap8.1/html/article.php?id=91
------------------------------------------------------------------------------------------------------------
ตัวอย่างที่ 1 คลิ๊กป้ายโฆษณาได้เงินครั้งละ 100 ดอลลาร์
ใช้สตินะครับ ว่าคุณเป็นใครมาจากไหน มีค่าอะไร เพียงแค่คลิ๊กก็ได้เงิน 100 ดอลลาร์ (3400 บาท) ไม่มีใครเขาจ่ายเงินให้คุณง่ายแบบนี้หรอกครับ พวกนี้มักเป็นเวป PTC - paid to click, PTR -paid to read โดยเจ้า ดอลลาร์ ของเขา เป็นสกุลเงินของเขาเอง ต้องเอาเทียบอัตราแลกเปลี่ยนเสียก่อนจึงจะเป็นเงินจริง 100 ดอลลาร์ นี่ก็คิดเป็นเงินจริงแค่ 0.001 USD หรือประมาณ 3 สตางค์

พวกสมัครแล้วได้ 50 ดอลลาร์ หรือพวกที่ส่งอีเมล์มาแล้วให้คุณคลิ๊กไป search พวกนี้ก็หลอกลวงครับ ผู้ลงโฆษณาจับได้ก็เลิก แล้วก็ไปเปิดเวปใหม่ หลอกคนอื่นต่อ
---------------------------------------------------------------
 ตัวอย่างที่ 2 คุณถูกรางวัลใหญ่ ล๊อตเตอรี่ในต่างประเทศ
พวกนี้มีเยอะครับ โดยจะส่งอีเมล์มาหาคุณ บอกว่าคุณถูกรางวัล ต้องจ่ายเงินเป็นค่าธรรมเนียมส่งเงินรางวัลให้เขาก่อน คิดง่ายๆ ถ้าคุณไม่ซื้อล๊อตเตอรี่แล้วมันจะถูกได้อย่างไร บางอีเมล์อ้างไปไกลว่า เขาสุ่มเลือกอีเมล์ขึ้นมาเลยทีเดียว เรียกว่าอยู่เฉยก็ได้ลาภ ปกติแล้วกติกาการจ่ายรางวัลล๊อตเตอรี่/ล๊อตโต ในแต่ละประเทศ เขาจะจ่ายให้กับคนของประเทศนั้นๆ เพราะเงินมันมาจากคนของเขา เขาต้องการให้มันกลับไปใช้ กลับไปพัฒนาประเทศเขา คุณคนไทย อยู่เมืองไทยก็ถูกได้แต่ล๊อตเตอรี่ของรัฐบาลไทยนีแหละครับ มีบ้างก็กลุ่มประเทศยุโรป ที่ให้หลายประเทศแต่ก็เฉพาะในกลุ่มของเขา ไม่มีประเทศไทยแน่ครับ

สังเกตุง่ายๆ อีเมล์ที่ส่งมาจะใช้ yahoo, gmail, hotmail องค์กรของรัฐที่ไหนจะไปใช้ฟรีอีเมล์ครับ

ตรงนี้ต้องพูดถึง Freelotto นิดหนึ่งครับ ว่ามันจ่ายได้จริง เพราะเขาเอาเงินค่าโฆษณามาจ่าย แต่มันถูกยาก และถ้าถูกคุณไม่ต้องเสียเงินค่าส่งรางวัลอะไร ดูรูปตัวอย่างอีเมล์ที่ถูกรางวัล ในหน้ารีวิว นะครับ ไม่เหมือนไม่ถูกอีเมล์ที่ส่งมาส่วนใหญ่ที่มีรูปเช็ค มีตารางบอกว่าถูก เป็นเพียงอีเมล์แจ้งผลการออกรางวัล และอีเมล์ขายบริการ FAST
----------------------------------------------------------------


ตัวอย่างที่ 3 ทำงานที่บ้าน รวย -- work at home
เวลาได้ยินใครพูดถึง work at home หลายๆ คนมักจะนึกถึงงาน MLM ไม่ว่าจะเป็นแบบออนไลน์, ออฟไลน์ ต้องประชุม หรือไม่ต้องประชุมอะไรก็แล้วแต่  ผมเองก็ทำงานที่บ้าน แต่ไม่รวย แค่อยู่ได้ เหลือเก็บบ้าง ผมทำงานที่เรียกว่า Affiliate Marketing แต่พวกนี้มักจะโฆษณาเกินจริง และก็เขียนตัวเล็กท้ายหน้า หรือในนโยบายการให้บริการว่า เป็นความสามารถเฉพาะตัว ไม่รับประกันว่าคุณจะทำได้ ตั้งสติ แล้วย้ำกับตัวเองว่า ไม่มีงานอะไรง่ายๆ ได้เงินเยอะๆ รวยเร็วหรอกครับ 

โดยเฉพาะงานที่คุณต้องจ่ายเงินให้เขาก่อน แล้วถึงจะทำงานได้แบบนี้เข้าข่ายหลอกลวงครับ เขาจ้างคุณทำงาน ต้องให้เงินคุณสิครับ ไม่ใช่คุณต้องไปจ่ายเงินให้เขา ถ้าจะจ่ายเป็นค่าสมัคร ค่าธรรมเนียมเล็กๆ น้อยๆ แบบนี้คงไม่ว่ากัน แต่พวกต้องจ่ายเงินก้อนแล้วค่อยทำได้นี่สิ อย่าไปยุ่งด้วยเลย

อย่างพวกงานที่เห็นบ่อยๆ ก็พวกส่งจดหมาย, ร้อยลูกปัด, งานฝีมือ ซึ่งในเงื่อนไขเขาจะเขียนไว้ตัวเล็กๆ ที่ไม่เคยมีใครอ่านว่า ถ้างานออกมาไม่ถึงเกณฑ์ที่เขากำหนดเขาไม่จ่าย นั่นคือคุณเสียเวลา นั่งทำ เสียค่าส่งกลับไปให้เขา แต่ไม่ได้เงิน แต่เขาได้ของ ได้ชิ้นงาน ซึ่งถึงเกณฑ์หรือไม่ถึง นี่คุณบอกเองไม่ได้หรอกครับ
--------------------------------------------------------------

 ตัวอย่างที่ 4 ธุรกิจเครือข่าย -- MLM
ในภาวะเศรษฐกิจแบบนี้ธุรกิจเครือข่ายผุดขึ้นมาเยอะครับ ไม่ว่าจะแผนการตลาดแบบไหน ไม่ว่าจะทำออนไลน์หรือออฟไลน์ คุณทำ แต่คนที่รวยจริงๆ คือบริษัท หรือเจ้าของธุรกิจ ไม่ใช่คุณหรอกครับ มันก็มีทั้ง MLM ที่ดี และไม่ดี มีทั้งพวกที่ขายสินค้าจริงๆ ที่ใช้แล้วหมดต้องซื้อใช้ใหม่ กับพวกที่ขายสินค้าประเภทซื้อไปถมที่ ซื้อรักษายอด ไม่รู้จะซื้อไปทำไม ขอให้มีสินค้าเพื่อไม่ให้ผิดกฎหมายเป็นพอ

MLM มันเป็นมากกว่างานขาย งานสร้างองค์กร ด้านหนึ่งมันเป็นการสร้างธุรกิจของคุณ แต่อีกด้านหนึ่งมันเป็นการสร้างความผูกพัน เป็นเพื่อน เป็นพี่น้อง ช่วยเหลือกันในเรื่องต่างๆ เขาช่วยคุณ คุณช่วยเขา

อิสรภาพทางการเงิน อิสรภาพทางเวลา เป็นคำที่ใช้หว่านล้อม ในความเป็นจริงธุรกิจอะไรก็ได้ครับ มันขึ้นกับตัวคุณเองมากกว่า คนทำ MLM มีรายได้เดือนละหกหลัก แต่ไม่มีเวลาให้ครอบครัวเลยมีเยอะไป

อีกคำหนึ่งที่ชอบใช้กันคือ ไม่ใช่งานขาย ไม่ต้องขาย ผิดแน่ครับ มันต้องมีสักคนที่ขาย ไม่คุณก็สายงานของคุณ ไม่งั้นบริษัทจะเอาเงินที่ไหนมาจ่ายค่าคอมมิชชันให้คุณครับ 

จุดที่อยากให้พิจารณาคือ MLM ที่ดีนั้น หนึ่งต้องมีสินค้าที่ใช้ได้จริง, สองแผนการตลาดต้องจ่ายอย่างสมเหตสมผล ไม่ใช่จ่ายเกินตัว ประเภทซื้อ 100 จ่ายค่าคอมมิชชัน 120 อยู่ไม่ได้หรอกครับ และสุดท้ายคือมันต้องยุติธรรมกับสมาชิกทุกคน ไม่มีใครมาก่อน มาหลัง มันต้องใครทำใครได้ ไม่มีเสือนอนกินครับ

ขอขยายความข้อสุดท้ายนะครับ MLM หลายๆ ตัวตอนนี้ มักจะให้คุณมีรายได้จากรายจ่าย (ค่าสมาชิก) ของสายงานของคุณ ซึ่งมันไม่ถูกต้องครับ คุณควรจะมีรายได้ จากรายได้ของสายงาน จะกี่เปอร์เซนต์จากยอดเงินที่เขาได้รับก็ว่าไป แต่ไม่ใช่มีรายได้ 100 บาทจากค่าสมาชิกรายเดือน 300 บาทของสายงาน แบบนี้ทำไปก็เสียเพื่อน เพราะมันเหมือนคุณเก็บเงินจากสายงานของคุณทุกเดือนผ่านบริษัท
-------------------------------------------------------------

 ตัวอย่างที่ 4 ขายสินค้าบนเน็ต รวย สอนได้ลอกได้พวกนี้จะคล้ายๆ ตัวอย่างที่ 3 แต่จะเน้นสินค้าที่จับต้องไม่ได้ อยู่บนเน็ตอย่างเดียว เช่นส่งอีเมล์, พิมพ์โฆษณา, ขายอีบุค ในความเป็นจริงคือมันรับประกันไม่ได้หรอกครับ ว่าคุณทำแล้วจะรวย ไม่มีทักษะที่ลอกเลียนแล้วรวยได้ 100% เพราะถ้ามีว่าทำแบบนี้ 1-2-3 แล้วรวย ใครๆ ก็รวยกันหมดแล้วครับ

พวกชอบอ้างว่าทำแล้วรวย เอาเช็คระบายดำตรงชื่อ-ที่อยู่มาโชว์ ลองถามกลับไปตรงๆ เลยว่า มีแบบที่ไม่ระบายดำหรือเปล่า มีสำเนายื่นภาษีเงินได้หรือเปล่า ถ้ามีเอามาโชว์เลย และอีกคำถามคือ ไอ้เช็คที่ได้มานะ มันรายได้ หรือกำไร มีรายได้ 100,000 แต่มีต้นทุน 80,000 มันก็กำไรแค่ 20,000 เองนะครับ 

พวกขายของไม่ว่าจะ กูเกิ้ล adword, astore ของ amazon, ebay มันเป็นความสามารถเฉพาะตัวครับ ไม่ใช่ทุกคนทำได้ บางคนเสียเงินทั้งค่าหนังสือ ค่าอบรม ค่าโฆษณา แต่ขายของไม่ได้สักชิ้นก็มี ในวันศุกร์วันหนึ่งผมขาย CDpoker ได้กำไร 100 USD ด้วยคีย์เวิร์ดตัวหนึ่ง แต่ลงโฆษณาต่อด้วยคีย์เวิร์ดเดิมในวันเสาร์ ขายไม่ได้เลยสักชิ้น มันมีปัจจัยหลายๆ อย่าง ไม่ใช่อะไรที่จะบอก 1-2-3 ได้ครับ ผมถึงเขียนใน GETPAID ตั้งแต่ย่อหน้าแรกว่า ผมไม่รู้ บอกไม่ได้ว่าคุณจะทำเงินได้เท่าไร มันขึ้นกับตัวคุณเอง ผมบอกได้แต่เงินอยู่ไหน ต้องทำอย่างไร

กลุ่มนี้มักจะเป็นลักษณะที่ให้สิทธิ์ขายต่อ -- Resell Right ตัวอย่างเช่น เขาขายอีบุคให้คุณ 100 บาท แล้วให้สิทธิ์คุณขายต่อได้ จะราคาเท่าไรก็ได้ หรือคุณจะขายให้เขา เขามีหน้าเวปช่วยขายให้คุณใช้ได้ เขาให้ค่าคอมฯ คุณ 80 บาท แต่คุณต้องซื้อเอง 1 เล่มก่อนนะครับจึงจะมีสิทธิ์ขายต่อได้ 

มันมีคนอยู่ 2 กลุ่มที่ขายของพวกนี้ หนึ่งคือพวกทำการตลาดจริงๆ มองว่าสินค้ามันดี ก็ขายให้ อีกกลุ่มคือถึงเห็นว่าสินค้ามันไม่ได้เรื่อง แต่คิดเสียว่า เราเองถูกหลอกให้ซื้อแล้ว ก็คงจะหลอกขายคนอื่นได้เหมือนกัน ว่าง่ายๆ คงมีคนหลงซื้อเหมือนเราแหละ เราคงไม่ได้โง่ถูกหลอกอยู่คนเดียว
----------------------------------------------------------

ตัวอย่างที่ 5 การลงทุนที่ให้ผลตอบแทนสูง -- HYIP
HYIP มาจากคำว่า High Yield Investment Program ถ้าจะจำกัดให้ชัดขึ้นก็พวกที่ลงทุน 100 แล้วได้ 110-120 ขึ้นไปต่อเดือน ต่อเดือนครับ ไม่ได้พิมพ์ผิด โดยที่ลงทุนอย่างเดียวไม่ต้องทำอะไร หรือทำอะไรง่ายๆ ที่มันไม่น่าจะเกิดผลลัพธ์ให้ได้กำไรได้ 

พวกนี้มักจะใช้สคริปต์ที่เรียกว่า autosurf คือเปิดหน้าเวปให้มันแสดงเวปอื่นๆ ต่อเนื่องไปเรื่อยๆ วันละเท่านั้นเท่านี้ แล้วก็ได้เงิน ถ้าวันไหนไม่เปิดก็ไม่ได้เงิน สรุปว่าผิดกฎหมาย เป็นแชร์ลูกโซ่ ที่เอาเงินคนที่มาทีหลังมาจ่ายคนที่มาก่อน เขาไม่ได้เอาเงินคุณไปลงทุนอะไรจริงๆ หรอกครับ เปิดสักพักก็ปิด แล้วก็ไปเปิดในชื่อใหม่

ตัวอย่างเช่น ลงทุนหน่วยละ 12 USD ได้ผลตอบแทนวันละ 12% นาน 12 วัน เพียงแค่คุณเปิดเวปวันละ 12 หน้าๆ ละ 12 วินาที แนะนำคนอื่นมาลงทุนก็ได้ 12% จากเงินลงทุนของคนที่คุณแนะนำมา ดังนั้นถ้าคุณซื้อ 1 หน่วย 12 USD และเข้าไปเปิดเวปทุกวัน ก็จะได้เงินวันละ 1.44 USD ในวันที่ 12 เขาก็จะจ่ายเงินคืนให้คุณ 17.28 USD หรือเท่ากับ 144% กำไร 44% ครับ
-------------------------------------------------------------------------------
บทความจาก
http://www.thaiadpoint.com/tap8.1/html/article.php?id=91
-------------------------------------------------------------------------------

วันอังคารที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

สร้าง Traffic มหาศาลให้บล็อกด้วยบทความ How-To


how-to
เมื่อปีก่อนผมได้เริ่มโปรเจคบล็อก White hat ไว้หนึ่งที่ แต่ก็ได้แค่เช่าโดเมนเนมทิ้งร้างเอาไว้เกือบปี เพิ่งจะมามีเวลาเริ่มทำอะไรไม่กี่เดือนนี้เอง (www.macinuse.com) เป็นบล็อกที่เกี่ยวกับการใช้แมคต่างๆ ซึ่งก็เป็นอะไรที่ผมตั้งใจเอาไว้นานแล้วว่าจะมีเว็บ White Hat แบบตามใจฉันบ้าง พูดอีกอย่างคือบล็อกแบบที่ไม่ได้สร้างขึ้นมาเหตุผลทางการหาเงินเป็นหลัก คือสร้างมาจากความชอบของตัวเองจริงๆ ที่เป็นสากลโลก มีเนื้อหาภาษาอังกฤษ
ต้นปีนี้ก็เพิ่มจะได้มีเวลา ทำให้ได้เร่ิมโพสบทความไปได้เดือนกว่าๆ เกือบสองเดือน เลยได้เห็น Traffic จากอาทิตย์ที่สองเมื่อเริ่มโพสไปได้ 10 บทความ จากวันละ 50 unique visitor ก็ขึ้นมาถึงวันละ 500 unique visitor (1-1500 page view) ต่อวัน ภายในเวลาเกือบสองเดือนมานี้ ซึ่งก็เริ่มเป็นเรื่องที่ไม่น่าตกใจสำหรับผมอีกแล้ว หลังจากทำมาหลายบล็อกเหลือเกิน จนรู้จุดแล้วว่า มันอยู่ที่…ไทเทิ้ล และบทความ (นี่เป็นหนึ่งในหลายๆ วิธีนะครับ ยังมีวิธีอื่นๆ อีกมาก เช่น ฝากลิงก์ให้มากที่สุด และใช้บทความซ้ำชาวบ้าน อะไรอย่างนั้น ซึ่งนอกประเด็น White Hat) ที่ต้องเป็นเรื่องที่คนตามหากันมากถึงมากที่สุด และแน่นอนต้องเป็น unique content (จ้างเขียน และหาบทความเด็ดๆ จากภาษาอื่นๆ มาแปลและเรียบเรียงใหม่บ้าง) แล้วจะรู้ได้ยังไงว่าบทความอะไรที่คนอยากอ่าน ก็ไม่ยากครับ อย่างแรก ถ้ามันเป็นเรื่องที่คุณชอบอยู่แล้ว คุณก็คงนึกออกว่าปัญหาอะไรที่ค้างคาใจคนในวงการของคุณกันมาก แต่ไม่มีใครหาคำตอบที่อ่านเข้าใจง่ายๆ มาให้อ่านกันเลย นอกจากนั้นก็จะเป็นการใช้เครื่องมือเข้าช่วย
ผมใช้ Google Keyword Suggestion Tool ค้นคำว่า How และ Mac เข้าไป ผลก็ออกมาให้เห็นว่า ใครอยากรู้ How-To ในเรื่องของ Mac เรื่องใดมากที่สุด และผมก็ไปจ้างคนมาเขียนให้ หรือเขียนเองตามเวลาอำนวย แต่ต้องแน่ใจว่าตั้งไทเทิ้ลให้ดีตามที่คนชอบพิมพ์หากันด้วย สำคัญเช่นกัน เพียงคุณมีแค่ 2-3 บทความแบบทำนองนี้ เชื่อหรือไม่ว่ามันสามารถบูสผู้ชมได้วันละหลายร้อยคนเป็นเดือนๆ ได้เลย และจนป่านนี้ Traffic ก็ยังเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และจากที่ตรวจผลใน Google Analytic (ไม่ใช้ไม่ได้เลย) ก็เห็นเลยว่า คนที่เข้ามาในบล็อกส่วนใหญ่เข้ามาอ่านไอ้เจ้าสองสามบทความที่ผมตั้งเป้าเอาไว้แค่นั้นเอง ส่วนคนที่เข้ามาเพิ่มเรื่อยๆ ก็อาจจะเป็นคนที่พึ่งเริ่มใช้คอมมือใหม่ ที่มีเพิ่มขึ้นมาทุกวัน ไม่มีหยุด
แต่ที่ว่ามาทั้งหมด ส่วนหนึ่งก็เป็นผลพลอยได้ของการทำบล็อก white hatที่เป็นเรื่องที่ตัวเองชอบ ทำให้รู้ว่าคนส่วนใหญ่ที่ชอบเรื่องนี้เหมือนกับเราอยากรู้อะไรมากที่สุด เพราะไม่งั้นผมคงไม่พบวิธีการแบบนี้ได้ นอกจากนี้ผมว่าถ้าเข้าไปดูใน yahoo answer ก็จะต้องมีข้อมูลให้อีกมาก ว่ามีใครอยากรู้อะไรในคีย์เวิร์ดไหนมากที่สุด แล้วเราก็หาคำตอบดีๆ มาใส่ไว้ในบล็อกเรา
ยังไงก็กะว่าจะทำบล็อกนี้ไปเรื่อยๆ จนกว่าจะขี้เกียจ เมื่อถึงเวลานั้น อาจจะเอาไปขายใน sitepoint.com ก็เป็นได้ ถ้ายิ่งเว็บโดเมนเนมเก่าๆ ยิ่งขายได้ราคา (.com)
------------------------------------------------------------------------------------
ขอบคุณบทความจาก http://www.digitalmoneylife.com/article-marketing
------------------------------------------------------------------------------------

สุดยอด 10 บล็อกธุรกิจของโลก


Economics Blogs (บล็อกเกี่ยวกับเศรษฐกิจ)
[1]  stumblingandmumbling.typepad.com
[2]  freakonomics.blogs.nytimes.com
[3]  www.marginalrevolution.com
Banking & Finance Blogs (บล็อกเกี่ยวกับธนาคาร และการเงิน)
[4]  equityprivate.typepad.com/ep/
[5]  www.capital-chronicle.com
[6]  www.abnormalreturns.com
[7]  www.housepricecrash.co.uk/newsblog/
[8]  theratandmouse.co.uk
[9]  theratandmouse.co.uk/weblog/
[10] www.consumerist.com
[11] www.just-food.com/blogs
Engineering Blogs (บล็อกเกี่ยวกับวิศวกรรม)
[12] fastlane.gmblogs.com
[13] iagblog.blogspot.com
[14] www.haveyoursay.com
Health Blogs (บล็อกเกี่ยวกับสุขภาพ)
[15] nhsblogdoc.blogspot.com
[16] www.pharmalot.com
[17] pharmagossip.blogspot.com

Industrials Blog (บล็อกเกี่ยวกับอุตสาหกรรม)

[18] www.butlersheetmetal.com/tinbasherblog/

Leisure Blogs (บล็อกสบายๆสำหรับวันว่าง)

[19] www.blogmaverick.com
[20] whoateallthepies.tv
Media & Marketing Blogs (บล็อกเกี่ยวกับสื่อ และการตลาด)
[21] tomglocer.com
[22] byrnebabybyrne.com
[23] edelman.com
[24] sethgodin.typepad.com
------------------------------------------------------

ระบบรับเงินลูกค้าออนไลน์


การรับเงินลูกค้าเป็นเรื่องที่ไม่ควรมองข้าม ใครล่ะไม่อยากได้ตังค์ง่ายๆกันบ้าง โชคดีที่สมัยนี้ เรามีบริการระบบรับเงินลูกค้าให้เลือกหลายๆบริการ และไม่ยุ่งยากเหมือนแต่ก่อน โดยเฉพาะระบบรับเงินแบบหยิบตระกร้าที่ถูกสร้างมาเพื่อร้านค้าออนไลน์โดยเฉพาะ ที่จะสามารถรับบัตรเครดิตได้ โดยไม่ต้องไปติดต่อถึงที่ธนาคารเอง ซึ่งสมัยนี้ คุณแค่อยู่ที่บ้าน แล้วไปสมัคร PayPal หรือ Paysbuy (ของไทย) คุณก็เอาโค้ดที่ได้ไปวางแหมะไว้ที่ร้านของคุณ เท่านี้คุณก็มีระบบรับเงินได้ทุกรูปแบบแล้วครับ แต่ขอบอกไว้ก่อนว่า ถ้าคุณใช้ Store Front และระบบของ Joomla เค้าจะมีระบบ PayPal นี้ติดตั้งให้ใช้ได้ทันที เพียงแค่คุณมีบัญชี PayPal ก็เรียบร้อย (ที่ผมแนะนำ PayPal ก็เพราะว่ามันใช้กันแพร่หลายที่สุดในโลก แต่ถ้าลูกค้าของคุณส่วนใหญ่เป็นคนไทยอยู่ที่เมืองไทย การรับจ่ายด้วยการโอนเงินทางธนาคารน่าจะง่ายและเร็วกว่านะครับ)
ส่วนขั้นตอนการทำธุรกรรมก็จะมีขั้นตอนอยู่ไม่กี่ขั้นตอน เมื่อลูกค้าจ่ายเงินที่เว็บไซต์ของคุณ เค้าจะต้องให้ข้อมูลบัตรเครดิต หรือชื่อบัญชี PayPal ทุกครั้ง (ถ้าเค้ามี PayPal) จากนั้นก็ต้อง confirm จำนวนเงินที่จะจ่าย ถ้าลูกค้าใช้ PayPal ก็จะต้องล็อกอินเข้า PayPal เพื่อยืนยันการจ่ายเงิน ซึ่งตรงนี้เค้าจะทำได้จากหน้าเว็บไซต์ของคุณ ซึ่งจะพาให้ลูกค้าเข้าไปที่เว็บไซต์ PayPal เพื่อ confirm แล้วกลับมาที่ร้านอีกที จากนั้นเมื่อเงินเข้าไปที่บัญชี PayPal ของเจ้าของร้าน (คุณ) แล้ว (ผมแนะนำให้ลองเป็นลูกค้าซื้อสินค้าก่อน คุณจะได้เข้าใจขบวนการมากขึ้นด้วยตาตัวเอง) คุณก็จะต้องยอมรับเงินจำนวนนั้นๆด้วยการคลิกที่ปุ่ม accept ตรงยอดเงินนั้นๆ เพื่อยอมรับเงิน ถ้าคุณไม่ทำ เงินก็จะยังไม่เข้าบัญชี PayPal ของคุณ ดังนั้นอย่าลืม accept ด้วย
ทีนี้พอมีเงินเข้ามาแล้วอยู่ใน PayPal ก็จะถึงคราวที่ต้องถอนเงิน คุณก็จะต้องถอนเงินออกมาจาก PayPal ให้ออกมาเป็นเงินสด ซึ่งคุณจะต้องบอกกับ PayPal ก่อนว่า คุณจะให้ PayPal เอาเงินเข้าให้ที่ธนาคารใดที่คุณใช้ ด้วยการผูกบัญชีธนาคารของคุณเข้ากับ PayPal ก่อน เพื่อการถอนเงินทุกๆครั้ง (add bank account) ด้วยการเลือกประเทศที่ตั้งธนาคารและชื่อธนาคาร จากนั้นใส่เบอร์บัญชีเข้าไป ซึ่งทาง PayPal เค้าจะมีธนาคารให้คุณเลือกทุกๆธนาคารที่อยู่ในเมืองไทย
ในกรณีที่คุณมีบัญชีธนาคารกรุงเทพ คุณก็สามารถบอก PayPal ว่าคุณมีบัญชีธนาคาร US account ได้  เพราะธนาคารกรุงเทพมีสาขาอยู่ที่โน่น ทำให้คุณสามารถถอนเงินได้อย่างคนอเมริกันเลย ซึ่งแปลว่าจะไม่มีการเสียค่าธรรมเนียม และไม่มีการแลกเปลี่ยนเงินใดๆให้เสียดุลเพียงแค่เสียค่าธรรมเนียมนิดหน่อยให้ธนาคารกรุงเทพเท่านั้นเองครับ ไม่มากเท่าถอนด้วยธนาคารอื่นๆรับรองได้
คุณสามารถเก็บเงินใน PayPal แล้วถอนเดือนละครั้งก็ไม่มีใครว่านะครับ จะได้ไม่ต้องเสียค่าแลกเปลี่ยนสกุลเงินบ่อยๆ (แต่เค้าไม่ค่อยทำกัน เพราะกลัวเงินหาย ดังนั้นระวังด้วยครับ) ผมเองผมจะเบิกออกมาเมื่อทำเงินได้ครั้งละ 3-4000 บาท จะไม่เก็บเงินไว้ใน PayPal นานๆ

----------------------------------------------------------
ขอบคุณข้อมูลจาก http://www.digitalmoneylife.com/e-commerce
----------------------------------------------------------

วันเสาร์ที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

เรียนรู้วิธีการเจาะระบบ Web Application Hacking ทั้ง10 วิธี ของแฮกเกอร์ และวิธีป้องกันอย่างได้ผล

เรียนรู้วิธีการเจาะระบบ Web Application Hacking ทั้ง10 วิธี ของแฮกเกอร์ และวิธีป้องกันอย่างได้ผล

ทุกวันนี้ คงไม่มีบริษัทใดที่ไม่มี Website เป็นของตัวเอง บางบริษัทอาจจะเช่า Web Hosting อยู่ หรือ บางบริษัทอาจมี Web Site เป็นของตนเองอยู่ในระบบเครือข่ายของบริษัท โดยมีการต่อเชื่อมเครือข่ายของบริษัทด้วย Frame Relay, ADSL หรือ Leased Line เข้ากับระบบเครือข่ายของ ISP ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะมีการจัดซื้อ Firewall มาใช้ป้องกันระบบเครือข่ายภายในของบริษัท กับ ระบบอินเทอร์เน็ตจาก ISP และ มีการเปิดให้คนภายนอกสามารถเข้ามาเยี่ยมชม Web Site ได้ โดยเปิด Port TCP 80 (http) และ Port TCP 443 (https) ในกรณีที่ใช้โปรโตคอล SSL ในการเข้ารหัสข้อมูลเพื่อเพิ่มความปลอดภัยมากยิ่งขึ้น
ปัญหาก็คือ ในเมื่อทุกบริษัทต้องเปิดทางให้มีการเข้าชม Web Site ทั้งแบบ Plain text traffic (Port 80) และแบบ Encrypted text traffic (port 443) ทำให้แฮกเกอร์สามารถจู่โจม Web Site ของเราโดยไม่ต้องเจาะผ่าน Firewall เนื่องจากเป็น Port ที่ Firewall มีความจำเป็นต้องเปิดใช้อยู่แล้ว
ในโลกของ E-Commerce มีอัตราการใช้งาน Web Server ที่เพิ่มขึ้นทุกวัน (ดูข้อมูลจากwww.netcraft.com) และ จากข้อมูลของ UNCTAD (http://www.unctad.org) พบว่า Web Server ทั่วโลก มีทั้งแบบที่เข้ารหัสด้วย SSL แล้ว และ แบบไม่เข้ารหัสด้วย SSL ก็ยังคงมีใช้กันอยู่
ในเมื่อแฮกเกอร์มองเห็นช่องที่เรามีความจำเป็นต้องเปิดใช้งานผ่านทาง Web Server และ Web Application แฮกเกอร์ในปัจจุบันจึงใช้วิธีที่เรียกว่า ?Web Application Hacking? ในการเจาะเข้าสู่ระบบขององค์กรต่างๆ ทั่วโลก ขณะนี้มีการจู่โจมระบบโดยกลุ่มแฮกเกอร์ที่ต้องการทำสถิติ ในการเจาะ Web Site ดูรายละเอียดได้ที่ http://www.zone-h.org ดังนั้น ผู้ที่มี Web Site อยู่ และ โดยเฉพาะผู้ที่ต้องการหันมาทำธุรกิจในลักษณะของ E-commerce ซึ่งต้องมี Web Site ที่ใช้ Web server ที่เชื่อถือได้ และมีการเขียน Web application โดยคำนึงถึงเรื่อง ?Security? เป็นหลัก จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องเรียนรู้ช่องโหว่ (Vulnerability) ของ Web application ที่แฮกเกอร์ชอบใช้ในการเจาะระบบ Web application ของเราซึ่งรวบรวมได้ทั้งหมด 10 วิธีด้วยกัน (Top 10 Web Application Hacking)
ตลอดจนเรียนรู้วิธีการป้องกันที่ถูกต้อง เพื่อที่จะไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของเหล่าแฮกเกอร์ที่จ้องคอยเจาะระบบเราอยู่ผ่านทาง Web Site ที่ยังไงเราก็ต้องเปิดให้เข้าถึง และ ยังมี Virus Worm ตัวใหม่ๆ ที่เขียนขึ้นเพื่อจู่โจม Port 80 (HTTP)และ Port 443 (SSL) โดยเฉพาะอีกด้วย รายละเอียดของ Top 10 Web Application Hacking มี 10 วิธี ดังนี้
1. Unvalidated Input
หมายถึง การที่ข้อมูลจากฝั่ง client ที่ส่วนใหญ่แล้ว จะมาจาก Internet Explorer (IE) Browser ไม่ได้รับการตรวจสอบก่อนถูกส่งมาประมวลผลโดย Web Application ที่ทำงานอยู่บน Web Server ทำให้แฮกเกอร์สามารถดักแก้ไขข้อมูลในฝั่ง client
ก่อนที่จะถูกส่งมายังฝั่ง server โดยใช้โปรแกรมที่สามารถดักข้อมูลได้ เช่น โปรแกรม Achilles เป็นต้น ดังนั้น ถ้าเรารับข้อมูลจากฝั่ง client โดยไม่ระมัดระวัง หรือ คิดว่าเป็นข้อมูลที่เราเป็นคนกำหนดเอง เช่น เทคนิคการใช้ Hidden Field หรือ Form Field ตลอดจนใช้ข้อมูลจาก Cookies เราอาจจะโดนแฮกเกอร์แก้ไขข้อมูลฝั่ง client ด้วย โปรแกรมดังกล่าวแล้วส่งกลับมาฝั่ง server ในรูปแบบที่แฮกเกอร์ต้องการ และมีผลกระทบกับการทำงานของ Web Application ในฝั่ง web server
วิธีการป้องกัน
เราควรจะตรวจสอบข้อมูลที่รับมาจากทั้ง 2 ฝั่ง คือ ข้อมูลที่รับมาจาก client ผ่านทาง Browser และข้อมูลที่รับมาประมวลผลที่ web server โดยตรวจสอบที่ web server อีกครั้งก่อนนำไปประมวลผลด้วย Web application เราควรมีการฝึกอบรม Web Programmer ของเราให้ระมัดระวังในการรับ input จากฝั่ง client ตลอดจนมีการ Review Source code ไม่ว่าจะเขียนด้วย ASP, PHP หรือ JSP Script ก่อนที่จะนำไปใช้งานในระบบจริง ถ้ามีงบประมาณด้านรักษาความปลอดภัย ก็แนะนำให้ใช้ application level firewall หรือ Host-Based IDS/IPS ที่สามารถมองเห็น Malicious content และป้องกันในระดับ application layer
2. Broken Access Control
หมายถึง มีการป้องกันระบบไม่ดีพอเกี่ยวกับการกำหนดสิทธิของผู้ใช้ (Permission) ที่สามารถจะ Log-in /Log-on เข้าระบบ Web application ได้ ซึ่งผลที่ตามมาก็คือ ผู้ที่ไม่มีสิทธิเข้าระบบ (Unauthorized User) สามารถเข้าถึงข้อมูลที่เราต้องการป้องกันไว้ไม่ให้ Unauthorized User เข้ามาดูได้ เช่น เข้ามาดูไฟล์ข้อมูลบัตรเครดิตลูกค้าที่เก็บอยู่ใน Web Server หรือ เข้าถึงไฟล์ข้อมูลในลักษณะ ฏDirectory Browsing โดยเห็นไฟล์ทั้งหมดที่อยู่ใน web Server ของเรา ปัญหานี้เกิดจากการกำหนด File Permission ไม่ดีพอ และ อาจเกิดจากปัญหาที่เรียกว่า ?Path Traversal? หมายถึง แฮกเกอร์จะลองสุ่มพิมพ์ path หรือ sub directory ลงไปในช่อง URL เช่น http://www.abc.com/../../customer.mdb เป็นต้น นอกจากนี้อาจเกิดจากปัญหาการ cache ข้อมูลในฝั่ง client ทำให้ข้อมูลที่ค้างอยู่ cache ถูกแฮกเกอร์เรียกกลับมาดูใหม่ได้ โดยไม่ต้อง Log-in เข้าระบบก่อน
วิธีการป้องกัน
พยายามอย่าใช้ User ID ที่ง่ายเกินไป และ Default User ID ที่ง่ายต่อการเดา โดยเฉพาะ User ID ที่เป็นค่า default ควรลบทิ้งให้หมด สำหรับปัญหา Directory Browsing หรือ Path Traversal นั้น ควรมีการ set file system permission ให้รัดกุม เพื่อป้องกัน ช่องโหว่ที่อาจถูกโจมตี และ ปิด file permission ใน sub directory ต่างๆ ที่ไม่ได้ใช้ และ ไม่มีความจำเป็นต้องให้คนภายนอกเข้า เพื่อป้องกันแฮกเกอร์สุ่มพิมพ์ path เข้ามาดึงข้อมูลได้ และควรมีการตรวจสอบ Web Server log file และ IDS/IPS log file เป็นระยะๆ ว่ามี Intrusion หรือ Error แปลกๆ หรือไม่
3. Broken Authentication and Session Management
หมายถึง ระบบ Authentication ที่เราใช้อยู่ในการเข้าถึง Web Application ของเรานั้นไม่แข็งแกร่งเพียงพอ เช่น การตั้ง Password ง่ายเกินไป, มีการเก็บ Password ไว้ในฝั่ง Client โดยเก็บเป็นไฟล์ Cookie ที่เข้ารหัสแบบไม่ซับซ้อนทำให้แฮกเกอร์เดาได้ง่าย หรือใช้ชื่อ User ที่ง่ายเกินไป เช่น User Admin เป็นต้น บางทีก็ใช้ Path ที่ง่ายต่อการเดาได้ เช่น www.abc.com/admin หมายถึง การเข้าถึงหน้า admin ของระบบ แฮกเกอร์สามารถใช้โปรแกรมประเภท Dictionary Attack หรือ Brute Force Attack ในการลองเดาสุ่ม Password ของระบบ Web Application ของเรา ตลอดจนใช้โปรแกรมประเภท Password Sniffer ดักจับ Password ที่อยู่ในรูปแบบ Plain Text หรือ บางทีแฮกเกอร์ก็ใช้วิธีง่ายๆ ในการขโมย Password เรา โดยแกล้งปลอมตัวเป็นเรา แล้วแกล้งลืม Password (Forgot Password) ระบบก็จะถามคำถามกลับมา ซึ่งถ้าคำถามนั้นง่ายเกินไป แฮกเกอร์ก็จะเดาคำตอบได้ไม่ยากนัก ทำให้แฮกเกอร์ได้ Password เราไปในที่สุด
วิธีการป้องกัน
ที่สำคัญที่สุด คือการตั้งชื่อ User Name และ Password ควรจะมีความซับซ้อน ไม่สามารถเดาได้ง่าย มีความยาวไม่ต่ำกว่า 8 ตัวอักษร และมีข้อกำหนดในการใช้ Password (Password Policy) ว่าควรมีการเปลี่ยน Password เป็นระยะๆ ตลอดจนให้มีการกำหนด Account Lockout เช่น ถ้า Logon ผิดเกิน 3 ครั้ง ก็ให้ Lock Account นั้นไปเลยเป็นต้น การเก็บ Password ไว้ในฝั่ง Client นั้น ค่อนข้างที่จะอันตราย ถ้ามีความจำเป็นต้องเก็บในฝั่ง Client จริงๆ ก็ควรมีการเข้ารหัสที่ซับซ้อน (Hashed or Encrypted) ไม่สามารถถอดได้ง่ายๆ การ Login เข้าระบบควรผ่านทาง https protocol คือ มีการใช้ SSL เข้ามาร่วมด้วย เพื่อเข้ารหัส Username และ Password ให้ปลอดภัยจากพวกโปรแกรม Password Sniffing ถ้ามีงบประมาณควรใช้ Two-Factor Authentication เช่น ระบบ One Time Password ก็จะช่วยให้ปลอดภัยมากขึ้น การใช้ SSL ควรใช้ Digital Certificate ที่ได้รับการ Sign อย่างถูกต้องโดย CA (Certificate Authority) ถ้าเราใช้ CA แบบ Self Signed จะทำให้เกิดปัญหา Man in the Middle Attack (MIM) ทำให้แฮกเกอร์สามารถเจาะข้อมูลเราได้แม้ว่าเราจะใช้ SSL แล้วก็ตาม (ข้อมูลเพิ่มเติมที่เกี่ยวข้องกับ SSL Hacking ดูที่ http://www.acisonline.net)
4. Cross Site Scripting (XSS) Flaws
หมายถึง แฮกเกอร์สามารถใช้ Web Application ของเรา เช่น ระบบ Web Board ในการฝัง Malicious Script แฝงไว้ใน Web Board แทนที่จะใส่ข้อมูลตามปกติ เมื่อมีคนเข้า Refresh หน้า Web Board ก็จะทำให้ Malicious Script ที่ฝังไว้นั้นทำงานโดยอัตโนมัติ ตามความต้องการของแฮกเกอร์ หรือ อีกวิธีหนึ่ง แฮกเกอร์จะส่ง e-mail ไปหลอกให้เป้าหมาย Click ไปที่ URL Link ที่แฮกเกอร์ได้เตรียมไว้ใน e-mail เมื่อเป้าหมาย Click ไปที่ Link นั้น ก็จะไปสั่ง Run Malicious Script ที่อยู่ในตำแหน่งที่แฮกเกอร์ทำดักรอไว้ วิธีการหลอกแบบนี้ในวงการเรียกว่า ?PHISHING? ซึ่งโดนกันไปแล้วหลายองค์กร เช่น Citibank, eBay เป็นต้น (ข้อมูลเพิ่มเติมดูได้ที่ http://www.acisonline.net)
วิธีการป้องกัน
อย่างแรกเลยต้องมีการให้ข้อมูลกับผู้ใช้คอมพิวเตอร์ทั่วไป ที่ใช้ e-mail และ web browser กันเป็นประจำให้ระมัดระวัง URL Link แปลกๆ หรือ e-mail แปลกๆ ที่เข้ามาในระบบก่อนจะ Click ควรจะดูให้รอบคอบก่อน เรียกว่า เป็นการทำ ?Security Awareness Training? ให้กับ User ซึ่งควรจะทำทุกปี ปีละ 2-3 ครั้ง เพื่อให้รู้ทันกลเม็ดของแฮกเกอร์ และไวรัสที่ชอบส่ง e-mail มาหลอกอยู่เป็นประจำ สำหรับในฝั่งของผู้ดูและระบบ เช่น Web Master ก็ควรจะแก้ไข source codeใน Web Board ของตนให้ฉลาดพอที่จะแยกแยะออกว่ากำลังรับข้อมูลปกติ หรือรับข้อมูลที่เป็น Malicious Script ซึ่งจะสังเกตได้ไม่ยาก เพราะ Script มักจะมีเครื่องหมาย ?< > ( ) # & ? ให้ Web Master ทำการ ?กรอง? เครื่องหมายเหล่านี้ก่อนที่จะนำข้อมูลไปประมวลผลโดย Web application ต่อไป
5. Buffer Overflow
หมายถึง ในฝั่งของ Client และ Server ไม่ว่าจะเป็น IE Browser และ IIS Web Server หรือ Netscape Browser และ Apache Web Server ที่เราใช้กันอยู่เป็นประจำ ล้วนมีช่องโหว่ (Vulnerability) หรือ Bug ที่อยู่ในโปรแกรม เมื่อแฮกเกอร์สามารถค้นพบ Bug ดังกล่าว แฮกเกอร์ก็จะฉวยโอกาสเขียนโปรแกรมเจาะระบบที่เราเรียกว่า ?Exploit? ในการเจาะผ่านช่องโหว่ที่ถูกค้นพบ ซึ่งช่วงหลังๆ แม้แต่ SSL Modules ทั้ง IIS และ Apache web server ก็ล้วนมีช่องโหว่ให้แฮกเกอร์เจาะผ่านทาง Buffer Overflow ทั้งสิ้น
วิธีการป้องกัน
จะเห็นว่าปัญหานี้มาจากผู้ผลิตไม่ใช่ปัญหาการเขียนโปรแกรม Web application ดังนั้นเราต้องคอยหมั่นติดตามข่าวสาร New Vulnerability และ คอยลง Patch ให้กับระบบของเราอย่างสม่ำเสมอ และลง ให้ทันท่วงทีก่อนที่จะมี exploit ใหม่ๆ ออกมาให้แฮกเกอร์ใช้การเจาะระบบของเรา สำหรับ Top 10 Web Application Hacking อีก 5 ข้อ ที่เหลือผมขอกล่าวดังในฉบับต่อไปนะครับ
6. Injection Flaws
หมายถึง แฮกเกอร์สามารถที่จะแทรก Malicious Code หรือ คำสั่งที่แฮกเกอร์ใช้ในการเจาะระบบส่งผ่าน Web Application ไปยังระบบภายนอกที่เราเชื่อมต่ออยู่ เช่น ระบบฐานข้อมูล SQL โดยวิธี SQL Injection หรือ เรียก External Program ผ่าน shell command ของระบบปฎิบัติการ เป็นต้น
ส่วนใหญ่แล้วแฮกเกอร์จะใช้วิธีนี้ในช่วงการทำ Authentication หรือการ Login เข้าระบบผ่านทาง Web Application เช่น Web Site บางแห่งชอบใช้ ?/admin? ในการเข้าสู่หน้า Admin ของ ระบบ ซึ่งเป็นช่องโหว่ให้แฮกเกอร์สามารถเดาได้เลยว่า เราใช้ http://www.mycompany.com/admin ในการเข้าไปจัดการบริหาร Web Site ดังนั้นเราจึงควรเปลี่ยนเป็นคำอื่นที่ไม่ใช่ ?/admin? ก็จะช่วยได้มาก
วิธีการทำ SQL injection ก็คือ แฮกเกอร์จะใส่ชื่อ username อะไรก็ได้แต่ password สำหรับการทำ SQL injection จะใส่เป็น Logic Statement ยกตัวอย่างเช่น ? or ?1′ = ?1 หรือ ? or ?1″= ?1
ถ้า Web Application ของเราไม่มีการเขียน Input Validation ดัก password แปลกๆ แบบนี้ แฮกเกอร์ก็สามารถที่จะ bypass ระบบ Authentication ของเราและ Login เข้าสู่ระบบเราโดยไม่ต้องรู้ username และ password ของเรามาก่อนเลย
วิธีการเจาะระบบด้วย SQL injection ยังมีอีกหลายแบบจากที่ยกตัวอย่างมา ซึ่งแฮกเกอร์รุ่นใหม่สามารถเรียนรู้ได้ทางอินเทอร์เน็ตและวิธีการทำก็ไม่ยาก อย่างที่ยกตัวอย่างมาแล้ว
วิธีการป้องกัน
นักพัฒนาระบบ (Web Application Developer) ควรจะระมัดระวัง input string ที่มาจากทางฝั่ง Client (Web Browser) และไม่ควรใช้วิธีติดต่อกับระบบภายนอกโดยไม่จำเป็น
ควรมีการ ?กรอง? ข้อมูลขาเข้าที่มาจาก Web Browser ผ่านมาทางผู้ใช้ Client อย่างละเอียด และ ทำการ ?กรอง? ข้อมูลที่มีลักษณะที่เป็น SQL injection statement ออกไปเสียก่อนที่จะส่งให้กับระบบฐานข้อมูล SQL ต่อไป
การใช้ Stored Procedure หรือ Trigger ก็เป็นทางออกหนึ่งในการเขียนโปรแกรมสั่งงานไปยังระบบฐานข้อมูล SQL ซึ่งมีความปลอดภัยมากกว่าการใช้ ?Dynamic SQL Statement ? กับฐานข้อมูล SQL ตรงๆ
7. Improper Error Handling
หมายถึง มีการจัดการกับ Error message ไม่ดีพอ เวลาที่มีผู้ใช้ Web Application หรืออาจจะเป็นแฮกเกอร์ลองพิมพ์ Bad HTTP Request เข้ามาแต่ Web Server หรือ Web Application ของเราไม่มีข้อมูล จึงแสดง Error message ออกมาทางหน้า Browser ซึ่งข้อมูลที่แสดงออกมาทำให้แฮกเกอร์สามารถใช้เป็นประโยชน์ ในการนำไปเดาเพื่อหาข้อมูลเพิ่มเติมจากระบบ Web Application ของเราได้ เนื่องจากเมื่อการทำงานของ Web application หลุดไปจากปกติ ระบบมักจะแสดงค่า Error Message ออกมาแสดงถึงชื่อ user ที่ใช้ในการเข้าถึงฐานข้อมูล, แสดง File System Path หรือ Sub Directory Name ที่ชี้ไปยังไฟล์ฐานข้อมูล ตลอดจนทำให้แฮกเกอร์รู้ว่าเราใช้ระบบอะไรเป็นฐานข้อมูลเช่น ใช้ MySQL เป็นต้น
วิธีการแก้ปัญหา
ควรมีการกำหนดนโย บายการจัดการกับ Error message ให้กับระบบ โดยทำหน้า Error message ที่เตรียมไว้รับเวลามี Bad HTTP Request แปลกๆ เข้ามายัง Web Application ของเราโดยหน้า Error message ที่ดีไม่ควรจะบอกให้ผู้ใช้รู้ถึงข้อมูลระบบบางอย่างที่ผู้ใช้ทั่วไปไม่ควรรู้ และถ้าผู้ใช้คนนั้นเป็นแฮกเกอร์ซึ่งย่อมมีความรู้มากกว่าผู้ใช้ธรรมดา การเห็นข้อมูล Error message ก็อาจนำไปใช้เป็นประโยชน์สำหรับแฮกเกอร์ได้
8. Insecure Storage
หมายถึง การเก็บรหัสผ่าน (password), เบอร์บัตรเครดิตลูกค้า หรือ ข้อมูลลับของลูกค้า ไว้อย่างไม่มีความปลอดภัยเพียงพอ ส่วนใหญ่จะเก็บแบบมีการเข้ารหัส (Encryption) ไว้ในฐานข้อมูลหรือ เก็บลงในไฟล์ที่อยู่ใน Web server และคิดว่าเมื่อเข้ารหัสแล้วแฮกเกอร์คงไม่สามารถอ่านออก แต่ สิ่งที่เราคิดนับว่าเป็นการประเมินแฮกเกอร์ต่ำเกินไป เนื่องจากอาจเกิดข้อผิดพลาดในการเข้ารหัส เช่น การเข้ารหัสนั้นใช้ Algorithm ที่อ่อนเกินไป ทำให้แฮกเกอร์แกะได้ง่ายๆ หรือมีการเก็บกุญแจ (key) หรือ รหัสลับ (Secret password) ไว้เป็นไฟล์แบบง่ายๆ ที่แฮกเกอร์ สามารถเข้าถึงได้ หรือ สามารถถอดรหัสได้โดยใช้เวลาไม่มากนัก
วิธีการแก้ไข
ควรมีการเข้ารหัสไฟล์ โดยใช้ Encryption Algorithm ที่ค่อนข้างซับซ้อนพอสมควร หรือแทนที่จะเก็บรหัสผ่านที่เข้ารหัสไว้ ให้หันมาเก็บค่า Message Digest หรือ ค่า ?HASH? ของรหัสผ่านทาง โดยใช้ Algorithm SHA-1 เป็นต้น
การเก็บกุญแจ (key), ใบรับรอง ดิจิตัล (Digital Certificate) หรือ ลายมือชื่อดิจิตัล (Digital Signature) ควรเก็บไว้อย่างปลอดภัย เช่น เก็บไว้ใน Token หรือ Smart Card ก็จะปลอดภัยกว่าการเก็บไว้เป็นไฟล์ในฮาร์ดดิสค์ เป็นต้น (ถ้าเก็บเป็นไฟล์ก็ควรทำการเข้ารหัสไว้ทุกครั้ง)
9. Denial of Service
หมายถึงระบบ Web Application หรือ Web Server ของเรา อาจหยุดทำงานได้เมื่อเจอกับ Bad HTTP Request แปลกๆ หรือ มีการเรียกเข้ามาอย่างต่อเนื่องจำนวนมาก ทำให้เกิดการจราจรหนาแน่นบน Web Server ของเรา โดยปกติ Web Server จะจัดการกับ Concurrent session ได้จำนวนหนึ่ง ถ้ามี HTTP Request เข้ามาเกินค่าที่ Web Server จะสามารถรับได้ ก็จะเกิด Error ขึ้น ทำให้ผู้ใช้ไม่สามารถเข้า Web Site เราได้ นอกจากนี้ อาจจะทำให้เครื่องเกิด CPU Overload หรือ Out of Memory ก็เป็นรูปแบบหนึ่งของ Denial of Service เช่นกัน กล่าวโดยรวมก็คือ ทำให้ระบบของเรามีปัญหาเรื่อง ?Availability?
วิธีการแก้ไข
การป้องกัน DoS หรือ DDoS Attack นั้นไม่ง่าย และ ส่วนใหญ่ ไม่สามารถป้องกันได้ 100% การติดตั้ง Hardware IPS (Intrusion Prevention System) เป็นอีกทางเลือกหนึ่ง แต่ก็มีค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง หากต้องการประหยัดงบประมาณก็ควรต้อง ทำการ ?Hardening? ระบบให้เรียบร้อย เช่น Network OS ที่ใช้อยู่ก็ควรจะลง Patch อย่างสม่ำเสมอ, Web Server ก็เช่นเดียวกัน เพราะมีช่องโหว่ เกิดขึ้นเป็นประจำ ตลอดจนปรับแต่งค่า Parameter บางค่าของ Network OS เพื่อให้รองรับกับการโจมตีแบบ DoS /DDoS Attack
10. Insecure Configuration Management
หมายถึง เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นจากผู้ดูแลระบบ หรือ ผู้ติดตั้ง Web Server มักจะติดตั้งในลักษณะ ?Default Configuration? ซึ่งยังคงมีช่องโหว่มากมาย หรือบางครั้งก็ไม่ได้ทำการ Update Patch ระบบให้ครบถ้วนจนถึง Patch ล่าสุด
ปัญหาที่เจอบ่อยๆ ก็คือมีการกำหนดสิทธิในการเข้าถึงไฟล์ต่างๆ ใน Web Server ไม่ดีพอทำให้มีไฟล์หลุดออกมาให้ผู้ใช้เข้าถึงได้ เช่น แสดงออกมาในลักษณะ ?Directory Browsing? ตลอดจนค่า default ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น Default Username และ Default Password ก็มักจะถูกทิ้งไว้โดยไม่ได้เปลี่ยนอยู่เป็นประจำ
วิธีการแก้ปัญหา
ให้ทำการแก้ไขค่า ?Default? ต่างๆ ทันทีที่ติดตั้งระบบเสร็จ และทำการ Patch ระบบให้จถึง Patch ล่าสุด และ ตาม Patch อย่างสม่ำเสมอ เรียกว่า ทำการ ?Hardening? ระบบนั่นเอง Services ใดที่ไม่ได้ใช้ก็ไม่ต้องเปิดบริการ เราควรตรวจสอบสิทธิ File and Subdirectory Permission ในระบบว่าตั้งไว้ถูกต้อง และ ปลอดภัยหรือไม่ ตลอดจนเปิดระบบ Web Server log file เพื่อที่จะได้สามารถตรวจสอบ (Audit) HTTP Request ที่ส่งมายัง Web Server ได้ โดยดูจาก Web Server log file ที่เราได้เปิดไว้ และ เราควรหมั่นติดตามข่าวสารเรื่องช่องโหว่ (Vulnerability) ใหม่ๆ อย่างสม่ำเสมอ และ มีการตรวจวิเคราะห์ Web Server log file, Network log file, Firewal log file และ IDS/IPS log file เป็นระยะๆ
จะเห็นได้ว่าแฮกเกอร์ในปัจจุบันสามารถเจาะระบบเราโดยผ่านทะลุ Firewall ได้อย่างง่ายดาย เพราะ เรามีความจำเป็นต้องเปิดให้บริการ Web Server ในทุกองค์กร ดังนั้นการตรวจสอบเรื่องของ Web Application Source Code และ Web Server Configuration จึงเป็นทางออกสำหรับการแก้ไขปัญหาทางด้านความปลอดภัยของระบบให้รอดพันจากเหล่ าไวรัสและแฮกเกอร์ซึ่งนับวันจะเพิ่มจำนวนและเพิ่มความสามารถขึ้นเป็นทวีคูณ.

-------------------------------------------------------------
บทความดังกล่าวไม่ทราบเจ้าของสิทธิ์ที่แท้จริงครับ
จึงขอไม่ระบุว่าเจ้าของบทความเป็นผู้ใดครับ
-------------------------------------------------------------

วันจันทร์ที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

กฎของ Social media optimization (SMO)


Social media optimization
บทความที่แล้ว ความหมาย Social media optimization (SMO) บทความนี้มาพูดถึงเรื่องกฏของ SMO เค้าว่ามันเป็นกฏก็ว่าตามเค้า แต่จริงๆแล้วผมว่ามันน่าจะเป็นเงื่อนไขหรือสิ่งที่ต้องทำมากกว่าครับ เพราะการทำ SEO มันไม่มีกฏตายตัว
กฎข้อที่ 1. เพิ่มความสามารถในการ “ถูกลิงค์” หรือ like
นี่เป็นกฎข้อแรกที่สำคัญ เว็บไซต์จำนวนมากเป็นเว็บที่ “อยู่นิ่งๆ” ในการที่จะปรับปรุงเว็บไซต์เพื่อ social media เราจำเป็นต้องเพิ่มความน่าสนใจในการลิงค์ของ Content ให้มากขึ้น อย่างไรก็ตามยังมีอีกหลายวิธีที่ทำได้ เช่น สร้าง Content ที่มีคุณค่า ให้ความรู้ หรืออาจจะรวบรวม Content ที่มีคนอื่นสร้างไว้แล้ว ให้อยู่ในรูปแบบที่ใช้งานง่าย หรือน่าสนใจมากขึ้น
กฎข้อที่ 2. ทำให้หน้าเว็บสามารถ tag และ bookmark ได้ง่ายขึ้น ( เช่น Addthis )
การเพิ่มฟีเจอร์อย่าง ปุ่ม “Add ” เป็นวิธีที่ช่วยให้การ tag หน้าเว็บของ user ทำได้ง่ายขึ้น และควรให้สามารถ tag ไปยัง social network หรือ social bookmarking ได้หลากหลาย แสดงลิงค์ URL ของหน้าเว็บเพื่อให้ user copy ไปอ้างอิงได้สะดวก (ช่วยให้ user หรือผู้ชมเว็บของเราช่วยในการโปรโมทเว็บแบบง่ายที่สุด)
กฎ ข้อที่ 3. ตอบแทนคนที่ลิงค์มาให้เรา
ลิงค์ที่บล็อก,เว็บอื่นลิงค์กลับมาหาเรานั้น นับว่าเป็นตัววัดความสำเร็จ ลิงค์เหล่านี้ช่วยให้เว็บของเรามีโอกาสแสดงผลในผลการค้นหาของ search engine มากขึ้น และอยู่ในตำแหน่งที่ดีขึ้นด้วย ถ้าอยากจะให้มีคนลิงค์มาให้เรามากขึ้น ก็ต้องทำให้มันทำง่าย เช่น ลิงค์ตรงที่จะเข้าถึงหน้าเว็บนั้นๆ
กฎข้อ ที่ 4. ส่งเสริม Content ให้กระจายออกไป
SMO ต่างกับ SEO ที่เน้นแก้ไขแต่ตัวเว็บไซต์เพียงอย่างเดียว ถ้าเว็บของคุณมี Content ที่ก้อปปี้ได้ง่าย เช่น ไฟล์ PDF, วิดีโอ หรือไฟล์เสียง mp3 การแจกจ่ายไฟล์เหล่านี้ไปยังเว็บไซต์ต่างๆ จะช่วยเพิ่มลิงค์ที่จะส่งคนกลับมาที่เว็บของเราได้มากเลยทีเดียว
กฎข้อที่ 5. ส่งเสริมการทำ mashup
Web 2.0 เป็นกลยุทธ์สำคัญของความสำเร็จ ในการที่เราจะยินยอมให้คนอื่นใช้ Content ของเราได้ เช่น Youtube ที่ยอมให้เราสามารถเอาวิดีโอมาแปะตามเว็บไซต์ของเราได้ นับเป็นกลยุทธ์สำคัญที่ทำให้เขาประสบความสำเร็จจนถึงทุกวันนี้ สำหรับเว็บของเราที่อาจไม่สามารถทำได้อย่าง Youtube การทำให้มีบริการ RSS ฟีดของ Content ช่วยให้มันง่ายกับคนอื่นๆ ที่จะนำเอา Content ของเราไปเป็นส่วนผสมในการทำ mashup ได้ง่ายขึ้น ซึ่งจะทำให้มีผู้ชมเข้าถึง Content ของเรามากขึ้น
กฎข้อที่ 6. ทำตัวให้เป็นแหล่งข้อมูลที่มีประโยชน์ แม้มันจะไม่ได้ช่วยตัวเราเอง
สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับ user โดยการลิงค์ออกไปยังแหล่งข้อมูลที่มีประโยชน์ หรือลิงค์ที่สำคัญ ที่มีประโยชน์ไว้อย่างครบครัน ในทุกๆ ด้านโดยไม่เกี่ยงนั้น จะได้รับรางวัลตอบแทนคือ การได้รับยกย่องว่าเป็นแหล่งข้อมูลชุมชนออนไลน์ หาเพื่อนออนไลน์ที่เป็นที่แรกที่ user จะคิดถึง และจะสร้างลิงค์มาให้ ซึ่งส่งผลดีต่อการปรากฏในผลการค้นหาจาก search engine
กฎข้อที่ 7. อย่าละเลย user ที่มีคุณค่าและให้ความช่วยเหลือ
โดยมากแล้ว user ที่โด่งดังในชุมชนออนไลน์ มักจะเป็นผู้ที่มีอิทธิพลต่อ user คนอื่นๆ สูง และมีบทบาทสำคัญในชุมชนออนไลน์นั้นๆ วิธีที่ดีวิธีหนึ่งคือ การที่เราช่วยโปรโมทผลงานที่ user คนนั้นได้ทำไว้บนโฮมเพจของเว็บ หรือเพิ่มระบบเรทติ้ง จะเชิดชู user ที่มีบทบาทให้โดดเด่นขึ้น ทำให้ user นั้นมีความหมายนั่นเอง
กฎข้อที่ 8. มีส่วนร่วมกัน
เข้าร่วมในการสนทนาในชุมชนออนไลน์ของคุณ เพราะว่า social media เป็นถนนที่มีสองฝั่ง ทั้งขาไปและขากลับ ในการสนทนาโต้ตอบกับคนในชุมชน จะช่วยให้มีคนเห็นในสิ่งที่คุณนำเสนอมากขึ้น และช่วยขยายผลต่อยอดการกระจายข่าวสารของคุณ คุณจะเป็นกลไกสำคัญที่ช่วยให้กระบวนการสนทนาพูดคุยเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ตามหลักการของ snowball effect
กฎข้อที่ 9. รู้ว่าจะเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้อย่างไร
เป็นปัญหาใหญ่มาก หากคุณยังไม่รู้ว่ากลุ่มเป้าหมายของคุณคือใคร เป็นเรื่องปกติที่ใครๆ ก็ชอบให้ทุกๆ คนใช้บริการเนื้อหาของเรา แต่ในโลกแห่งความเป็นจริงแล้ว เราไม่สามารถทำได้แบบนั้น เป็นสัจธรรมที่จะมีคนกลุ่มหนึ่งที่สนใจในสินค้าและบริการของคุณมากกว่าคน อีกกลุ่มหนึ่ง ดังนั้น หากลุ่มเป้าหมายของคุณให้เจอ แล้วพุ่งเป้าไปที่นั่น
กฎข้อที่ 10. สร้าง Content (เนื้อหา)
มี Content มากมายที่ผู้คนจะช่วยกัน ส่งต่อไปยังคนอื่นๆ อยู่แล้วโดยปกติ ไม่ว่าคุณจะขายสินค้า หรือบริการประเภทไหน ก็จะมี Content อะไรสักอย่างที่เกี่ยวข้องกับคุณ ที่คุณสร้างได้และจะส่งผลที่ดีด้วย ไม่ว่าจะเป็น ข้อมูลที่ให้ความรู้, เป็นเรื่องตลกขำขัน หรือ widget ก็ตาม ดังนั้นหาให้เจอว่า Content แบบไหนที่จะเวิร์คกับคุณ แล้วสร้างมันขึ้นมา
กฎข้อที่ 11. มันซื่อตรง
social media ไม่ยกย่องการหลอกลวงนั่นคือสิ่งที่คุณต้องรับได้ในการถูกโจมตีต่าง user หรือคู่แข่ง ดังนั้นก็ต้องหมั่นคอยตรวจสอบเว็บตัวเองอยู่สม่ำเสมอ
กฎข้อที่ 12. อย่าเป็นวัวลืมเท้า
หากคุณได้เป็นบล็อกเกอร์ชื่อดัง บางครั้งมันก็อาจเป็นเรื่องง่ายที่จะลืมว่าเรามายืนอยู่ตรงจุดนี้ได้อย่างไร อย่าลืมคนทั้งหลายที่ช่วยให้คุณได้เป็นที่รู้จัก เช่น เหล่า user ของเว็บไซต์ของคุณ และการเคารพในสิ่งที่เคยมีคนช่วยเหลือนั้น จะส่งผลที่ดีกับทุกๆ คนที่เกี่ยวข้อง
กฎข้อที่ 13. อย่ากลัวที่จะทดลองของใหม่
Social media นั้นเปลี่ยนแปลงและพัฒนาอยู่ตลอดเวลา หมั่นอัพเดทว่ามีเครื่องมืออะไรใหม่ๆ ออกมาให้ใช้ซึ่งมักจะฟรี และรับมือกับความท้าทายใหม่ๆ อยู่เสมอ ซึ่งนั่นคุณต้องเป็นนักติดตามข่าวสารห้ามตกเทรนหรือเทคโนโลยีใหม่ๆ
กฎข้อที่ 14. สร้าง SMO strategy
กำหนดเป้าหมายให้ชัดเจนว่าคุณทำ SMO ไปเพื่ออะไร ชื่อเสียง, ยอดขาย, สร้างกระแส, สร้างความน่าเชื่อถือ, เพื่อการกุศล, เพื่อเพจวิว/จำนวนผู้ชม ฯลฯ
กฎข้อที่ 15. เลือกเทคนิค SMO ที่เหมาะสมกับเป้าหมาย
พิจารณาว่าเทคนิค SMO ใด ให้ผลอะไร แล้วมันตรงกับที่คุณวางเป้าหมายไว้หรือไม่ เลือกใช้เทคนิคที่สอดคล้องกับเป้าหมายของคุณมากที่สุด
กฎข้อที่ 16. ทำให้ SMO เป็นส่วนหนึ่งของการทำงาน
พยายามทำให้กระบวนการ SMO นั้น ทำควบคู่ไปกับการสร้างเว็บของคุณตั้งแต่ระดับพื้นฐาน เช่นการกำหนดให้มี ปุ่มสำหรับ add ไปยัง social bookmarking หรือ การสร้างลิงค์กลับไปยังคนที่ลิงค์มาให้ เป็นเหมือนข้อกำหนดพื้นฐานที่จะต้องทำ
กฎข้อที่ 17. อย่ากลัวที่จะเผยแพร่ไอเดียของคุณออกไป และให้ผู้อื่นเป็นเจ้าของมัน
การที่จะทำ SMO ให้ได้ผลนั้น ต้องใจกว้าง สร้างสรรค์ แล้วเผยแพร่ออกไป ซึ่งได้เห็นประจักษ์แล้วกับการที่มีกูรูทางด้านการตลาดออนไลน์จากหลากหลาย ประเทศ หลากหลายองค์กร อย่าเก็บเว็บไว้ดูคนเดียวล่ะ

วันอาทิตย์ที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

เพิ่มทางเลือก เพิ่มช่องทาง เพิ่มรายได้


เพิ่มรายได้ให้กับ "บล็อกการตลาด"เพิ่มทางเลือก เพิ่มช่องทาง เพิ่มรายได้ เป็นอีกส่วนหนึ่งที่ผมอยากจะนำมาแนะนำกับทุกท่าน ด้วยเหตุผลที่ว่าเราสามารถทำตลาดได้จากหลากหลายที่ด้วยกัน โดยไม่จำเป็นต้องเป็นที่ Amazon เพียงแห่งเดียวเท่านั้น การเพิ่มช่องทางการสร้างรายได้ก็ถือได้ว่าเป็นอีกส่วนหนึ่งที่ผมเองได้ทดสอบมาแล้วระยะเวลาหนึ่ง และก็สามารถทำเงินเข้ามาได้พอประมาณ ซึ่งปัจจุบันก็จะมีในส่วนที่เรียกว่า แหล่งสร้างรายได้แห่งใหม่อยู่โดยเลือกจากกลุ่มสินค้าที่น่าสนใจ และเป็นกลุ่มสินค้าเดิมที่ผมเคยทำตลาดร่วมกับ Amazon แต่ว่าได้ค่าคอมฯ เยอะกว่าเป็นอย่างมากทั้งนี้ ถ้าเราแนะนำสินค้าใน Amazon เราจะได้รับค่าคอมฯ 4% – 8.5% โดยถ้าเป็นกลุ่ม Electronic จะได้ที่ 4% เท่านั้น
จากการสำรวจของผมพบว่า บางแห่งจ่ายค่าคอมฯ ในส่วนของสินค้า Electronic สูงถึง 6% เลยก็มีและสินค้าทั่วไปนั้นบางแห่งจ่ายสูงถึง 35% โดยเฉพาะกลุ่มของสินค้าที่เรียกว่า Apparel และยังสามารถขายได้พอๆ กับ Amazon เลยก็ว่าได้แต่ได้เงินเยอะกว่าแหะ แต่เราก็ไม่ลืมว่า Amazon อาจมีโปรโมชั่นที่น่าสนใจในหลายๆ อย่างด้วยกันตรงนี้ก็อาจเป็นจุดหนึ่งที่ทำให้ Amazon นั้นขายได้เยอะ แต่สินค้าบางชนิด Amazon ก็ขายแพงกว่าที่อื่นๆ ก็มีนะครับ

ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับการทำวิจัยตลาดของเราครับว่า จะเลือกทำกับแหล่งใดเป็นส่วนเสริมและทำเงินให้กับเราได้หรือไม่ ตรงนี้ก็ขึ้นอยู่กับทุกท่านละครับว่าจะเลือก เพิ่มทางเลือก เพิ่มช่องทาง เพิ่มรายได้เหมือนที่ผมคิดและทำอยู่ตอนนี้หรือไม่ โดยใช้ Amazon เป็นต้นแบบและขยายไปสร้างรายได้กับรายอื่นๆ บ้างเพราะบางแห่งอาจทำเงินให้เราได้มากกว่า Amazon ก็เป็นได้
ขอบคุณข้อความจาก http://www.makemany.com ครับ